กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นโรคที่ได้รับการกล่าวถึงในช่วงนี้อย่างมากกับโรค

Uncategorized , , 0 Comments

กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นโรคที่ได้รับการกล่าวถึงในช่วงนี้อย่างมากกับโรค “กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Myasthenia gravis และอาจเรียกสั้นๆ ว่า MG ที่เกิดกับคุณแม่ดารานักแสดงท่านหนึ่ง อย่างไรก็ดี ทีมงาน Life & Family พบว่ามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในอินเทอร์เน็ตในเชิงลบเกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว และหลายความคิดเห็นอาจเกิดจากความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับโรคดังกล่าว วันนี้ทีมงาน Life & Family จึงขอนำบทความดีๆ เกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากผู้เชี่ยวชาญ “นพ.นริศ สมิตาสิน” อายุรแพทย์ระบบประสาทโรงพยาบาลเวชธานีมาฝากกัน ซึ่ง นพ.นริศ ได้กล่าวเกี่ยวกับโรคนี้เอาไว้ว่า กล้ามเนื้ออ่อนแรง.

กล้ามเนื้ออ่อนแรง

กล้ามเนื้ออ่อนแรง “โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ หรือทางการแพทย์เรียกว่า MG (Myasthenia gravis) เป็นกลุ่มโรคที่พบไม่บ่อยนัก สาเหตุของโรคนั้นเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีผลต่อกล้ามเนื้อภาวะความผิดปกติของต่อมธัยมัสและยังสัมพันธ์กับโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ผิดปรกติอีกหลายชนิด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงในหลาย ๆ บริเวณ และอาการจะเป็นมากขึ้นถ้ามีการออกแรงใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นซ้ำๆ ดังนั้นจึงพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอาการอ่อนแรงช่วงเวลาสายหรือช่วงบ่าย ๆ ของวันหลังจากได้พักแล้วอาการอ่อนแรงก็จะกลับมาเป็นปกติ”กล้ามเนื้ออ่อนแรง

ทั้งนี้ อุบัติการณ์ของการเกิดโรคอยู่ที่ประมาณ 1.7 ถึง 10.4 คนต่อประชากรล้านคนในประเทศแถบตะวันตกซึ่งในบางประเทศที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่ถูกต้อง อาจพบว่ามีการรายงานอุบัติการณ์ของการเกิดโรค MG สูงกว่านี้

ผู้ป่วยที่เป็นโรค MG มักเป็นเพศหญิงโดยส่วนมากอาการของโรคจะพบช่วงแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 40 ปีแต่ถ้าในช่วงที่อายุมากกว่า 50 ปีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคกลับพบในเพศชายบ่อยกว่าเพศหญิงถึง 3 เท่า

อาการของโรค MG

อาการและอาการแสดงของโรค MG จะพบว่าผู้ป่วยมาด้วยอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งอาการอ่อนแรงนั้นจะเกิดขึ้นเป็นพักๆ ถ้าผู้ป่วยมีการออกแรงมากพบว่ากล้ามเนื้อก็จะยิ่งอ่อนแรงมากขึ้นแต่ถ้าผู้ป่วยได้พักจะพบว่ากล้ามเนื้อที่อ่อนแรงจะค่อยๆ ดีขึ้นซึ่งอาการแสดงที่พบบ่อยๆ ได้แก่กล้ามเนื้ออ่อนแรง

– หนังตาตกอาจเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างทำให้มีลักษณะคล้ายคนง่วงนอนเห็นภาพซ้อนจากกล้ามเนื้อตาที่อ่อนแรง
– พูดไม่ชัดหรือพูดแล้วเหมือนเสียงขึ้นจมูก
– กลืนอาหารลำบากหรือเคี้ยวข้าวลำบากในบางครั้งมีอาการสำลักอาหารบ่อยๆ
– กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนและต้นขาเริ่มมีอาการอ่อนแรงในรายที่เป็นมากขึ้น ซึ่งอาการนำที่พบได้บ่อย ๆ เช่นไม่สามารถหวีผมได้ หรือเอื้อมมือไปหยิบของที่ชั้นวางของสูงๆ ไม่ไหว ขึ้นบันไดลำบากไม่สามารถนั่งยองได้ และในบางครั้งจะต้องโหนตัวเวลาลุกจากเก้าอี้นั่ง
– ในรายที่เป็นมากขึ้นและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องพบว่าอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะลุกลามไปยังกล้ามเนื้อกระบังลมซึ่งควบคุมการหายใจ ทำให้มีภาวะการหายใจล้มเหลว หรือในบางครั้งผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการสำลักอาหารเข้าหลอดลมจากภาวะกล้ามเนื้อที่ช่วยในการกลืนอ่อนแรง ส่งผลให้ระบบหายใจล้มเหลวได้

ลักษณะการดำเนินโรค

ลักษณะการดำเนินโรคจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะค่อยเป็นค่อยไปโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ของการดำเนินโรคในช่วงแรกแต่บางครั้งอาการของโรคจะเป็นมากขึ้นจากบางภาวะเช่น ภาวะการติดเชื้อโดยเฉพาะการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ การได้รับยาบางชนิดซึ่งมีผลต่อการทำงานของตัวรับสารสื่อประสาทของกล้ามเนื้อภาวะเครียดและพักผ่อนน้อย

การได้รับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรคก็จะช่วยลดภาวะเสี่ยงของโรคที่อาจลุกลามมากขึ้นได้ ซึ่งประกอบด้วยการตรวจกระแสไฟฟ้าประสาทและกล้ามเนื้อเพื่อดูการทำงานของกล้ามเนื้อหลังจากที่ถูกกระตุ้นซ้ำๆ คล้ายกับการให้ผู้ป่วยออกแรงทำงานมาก ๆ การตรวจด้วยวิธีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดูภาวะการทำงานของต่อมธัยมัสที่ผิดปกตินอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องมีการส่งตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูภาวะโรคภูมิคุ้มกันบางชนิดที่สัมพันธ์กับภาวะโรค MG ด้วย

“MG เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาดแต่สามารถควบคุมอาการของโรคให้สงบและสามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้การรักษาจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือการรักษาด้วยยาและการผ่าตัดแต่จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายตามอายุความรุนแรงและอาการแสดงของโรคซึ่งในปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรค MG นั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและมาติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ”

ทีมงานเชื่อว่า หลังจากได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้องจากคุณหมอกันแล้วคงทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคดังกล่าว ซึ่งผู้ป่วยด้วยโรคนี้ไม่เพียงแต่ต้องการกำลังใจในการดำเนินชีวิตเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องการ “พื้นที่ และการยอมรับ” จากคนในสังคมด้วย เพราะการต่อสู้กับอาการของโรคในทุก ๆ วันยังไม่ทำร้ายเท่ากับสายตาแห่งความไม่เข้าใจที่คนภายนอกมองเข้ามาทุกครั้งที่ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติกล้ามเนื้ออ่อนแรง.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *